กัตตูโซ่ รับ อิบราฮิโมวิช แข็งแกร่งกว่า 10 ปี ก่อน

กัตตูโซ่ รับ อิบราฮิโมวิช แข็งแกร่งกว่า 10 ปี ก่อน

กองหน้าตัวเก๋าชาวสวีเดนรายนี้ เป็นหนึ่งในนักเตะไม่กี่คน ที่ยิ่งแก่ยิ่งเล่นได้อย่างยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น

เจนนาโร่ กัตตูโซ่ ผู้จัดการทีมนาโปลี ออกมาแสดงความคิดเห็นว่่า ซลาตัน อิบราฮิโมวิช กองหน้าตัวเก๋าของ เอซี มิลาน นั้นเป็นนักเตะที่ดีกว่าเมื่อ 10-12 ปี ที่แล้วเสียอีก อิบราฮิโมวิช ทำคนเดียวสองประตู ช่วยให้ เอซี มิลาน เอาชนะ นาโปลี ไปได้ด้วยสกอร์ 3 ประตูต่อ 1

“มิลาน เชื่อมั่นในตัวของ อิบราฮิโมวิช อย่างมาก ไม่ว่าเขาจะเลือกทำอะไร พวกเขาก็เชื่อเต็มที่ 100 เปอร์เซนต์ เลย สำหรับผมแล้ว ผมคิดว่าเขาน่าจะแข็งแกร่งกว่าเมื่อ 10-12 ปี ที่แล้วเสียอีกนะ” กัตตูโซ่ กล่าว

“สโมสรเชื่อว่า อิบราฮิโมวิช ยังทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยมในสนาม นั้นจึงทำให้ทีมเอาเขามาร่วมทีม ซึ่งสุดท้ายแล้ว พวกเขาก็คิดไม่ผิดจริงๆ เมื่อทุกอย่างเป็นใจให้เขา มันยิ่งทำให้เขามั่นใจ และแสดงผลงานออกมาได้อย่างเต็มที่”

แววนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020-21

แววนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปีของพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2020-21

ฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ฤดูกาล 2020-21 หลายทีมลงเล่นไปแล้ว 7 เกม เหลือเพียง แอสตัน วิลล่า, แมนเชสเตอร์ ซิตี้, เบิร์นลี่ย์ และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ที่เพิ่งจะแข่งขันกันไปทีมละ 6 เกมเท่านั้น ในขณะที่ ลิเวอร์พูล แชมป์เก่ารั้งตำแหน่งจ่าฝูง ตามมาด้วย เลสเตอร์ ซิตี้, ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส และ เอฟเวอร์ตัน โดยยังมีอีกหลายทีมที่ทำผลงานออกมาได้อย่างน่าสนใจ รวมถึงฟอร์มการเล่นของนักเตะ โดยบทความนี้จะมองถึงตัวเต็งที่มีโอกาสในการคว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมแห่งปี

อันดับ 5 ซน เฮือง มิน – ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส
ซนเป็นดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกอยู่ในเวลานี้ หลังจากทำไปได้ 8 ประตู เทียบเท่ากับคัลเวิร์ต-ลูวิน และด้วยความสำคัญสำหรับดาวเตะชาวเกาหลีใต้ที่มีต่อทีมของโชเซ่ มูรินโญ่ กับการประสานงานร่วมกับแฮร์รี่ เคน ทั้งการทำประตู และแอสซิสต์ ในฤดูกาลนี้ กลายเป็นคู่หูที่น่าจับตามองอย่างมาก แม้แกเร็ธ เบล อีกหนึ่งตัวความหวังของทีมจะค่อยๆ ฟิตมากขึ้นเรื่อยๆ กับความเร็วในแนวรุกของสเปอร์ส ยิ่งทำให้มีแนวโน้มที่ทีมจะสร้างผลงานออกมาได้อย่างน่าประทับใจ เช่นเดียวกับซน

อันดับ 4 โดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน
เหมือนกำลังเป็นช่วงขาขึ้นของโดมินิค คัลเวิร์ต-ลูวิน เมื่อทำประตูให้กับเอฟเวอร์ตันได้อย่างต่อเนื่อง นำเป็นดาวซัลโวร่วมของพรีเมียร์ลีก หลังทำไปได้ 8 ประตู โดยยังก้าวไปติดทีมชาติอังกฤษชุดใหญ่เป็นที่เรียบร้อยแล้วและก็ยังทำประตูในเกมที่ประเดิมสนามด้วย หากดาวเตะวัย 23 ปี ยังรักษาฟอร์มการเล่นเอาไว้ได้ รางวัลนี้ก็ไม่ไกลเกินฝัน

อันดับ 3 ฮาเมส โรดริเกซ – เอฟเวอร์ตัน
โรดริเกซเป็นตัวยกระดับการเล่นให้กับทีมอย่างแท้จริง ทั้งทักษะการครองบอล, ผ่านบอล, แอสซิสต์ และการทำประตู เมื่อช่วยทำให้ทีมของคาร์โล อันเชล็อตติ ติดลมบนอย่างชัดเจน และเมื่อนักเตะลงสนามไม่ได้ มันก็ส่งผลต่อผลงานการแข่งขันของทีมอย่างทันที แม้หลายคนจะดูถูกดาวเตะชาวโคลอมเบียรายนี้ แต่ก็ยังมีอีกหลายที่โรดริเกซสามารถทำให้กับทอฟฟี่เมนส์ได้

อันดับ 2 แจ็ค กรีลิช – แอสตัน วิลล่า
แม้ว่าหลายคนจะคาดการณ์ว่าดาวเตะวัย 25 ปี จะได้ย้ายไปยังแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด แต่ก็ไม่ได้เกิดขึ้น แต่กรีลิชกลับสร้างผลงานให้กับวิลล่าได้อย่างน่าประทับใจ หลังจากเป็นทีมลุ้นหนีตกชั้นจนถึงเกมสุดท้ายในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2019-20 แต่ปัจจุบันกลับรั้งอยู่ในอันดับที่ 8 ของตารางคะแนน แถมยังมีอยู่ช่วงนึงที่ขึ้นไปเกาะกลุ่มหัวตารางคะแนน รวมถึงเกมที่ถล่มลิเวอร์พูล แชมป์เก่าได้ด้วยสกอร์ 7-2 ทั้งการเลี้ยงบอล, ผ่านบอล และทำประตู กรีลิชทำได้อย่างโดดเด่นจริงๆ

อันดับ 1 แฮร์รี่ เคน – ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส
เคน กองหน้าตัวหลักของทีมชาติอังกฤษ เป็นดาวซัลโวให้กับทีมมาตลอดหลายปีหลัง แถมยังคว้ารางวัลดาวซัลโวของพรีเมียร์ลีกมาแล้ว แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในฤดูกาลนี้ก็คือจำนวนแอสซิสต์ที่เพิ่มขึ้นมาอย่างโดดเด่น ยิ่งทีมเสริมทัพนักเตะได้อย่างน่าสนใจ แถมยังมีมันสมองของ โชเซ่ มูรินโญ่ ยิ่งทำให้ทีมมีโอกาสที่จะประสบความสำเร็จในฤดูกาลนี้

11 สถิติที่น่าเหลือเชื่อของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตลอดการค้าแข้ง 22 ปี

11 สถิติที่น่าเหลือเชื่อของ ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ตลอดการค้าแข้ง 22 ปี

ซลาตัน อิบราฮิโมวิช ดาวยิงวัยเก๋ากลับมาเป็นนักเตะที่น่าสนใจอีกครั้ง หลังกลับมาเล่นให้กับ เอซี มิลาน ตั้งแต่ครึ่งฤดูกาลหลัง นับตั้งแต่เดือนมกราคมที่ผ่านมา ก่อนที่จะมีส่วนช่วยอย่างมากให้กับทีมของ สเตฟาโน่ ปิโอลี่ ได้กลับไปเล่นฟุตบอลยุโรปฤดูกาล 2020-21 แม้จะเป็นยูฟ่า ยูโรป้าลีก แต่ดาวเตะชาวสวีเดนก็เพิ่งซัดคนเดียว 2 ประตู ใส่ โบโลญญ่า ช่วยให้ทีมเริ่มต้นฤดูกาลได้อย่างน่าสนใจ เมื่อเอาชนะไปด้วยสกอร์ 2-0 แถมอิบราฮิโมวิช ยังเป็นนักเตะคนเดียวของเกมแรกในเวทีกัลโช่ เซเรียอา ที่ทำได้มากกว่า 1 ประตู

โดยบทความนี้จะย้อนไปดูสถิติที่น่าเหลือเชื่อของอิบราฮิโมวิช นับตั้งแต่เริ่มต้นฟุตบอลอาชีพกับมัลโม่ ผ่านการลงเล่นให้กับอาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม, ยูเวนตุส, อินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง, แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และแอลเอ แกแล็กซี่

ทำได้ 470 ประตู จากการลงสนาม 763 เกมรวมทุกรายการในเส้นทางการค้าแข้ง หรือเฉลี่ย 1 ประตูต่อ 127.7 นาที โดยสถิติสูงที่สุดคือตอนที่เล่นในลีกเอิง มีสถิติ 1 ประตูในทุกๆ 91 นาที กับเปแอสเช

ปัจจุบันอิบราฮิโมวิชทำประตูมาได้ 23 ฤดูกาลติดต่อกัน นับตั้งแต่ประเดิมลงสนามให้กับมัลโม่ในปี 1999

2 ประตูที่ทำใส่โบโลญญ่า ทำให้อิบราฮิโมวิช ขึ้นมาอยู่ในอันดับที่ 16 ของทำเนียบดาวซัลโวสูงสุดของมิลาน ร่วมกับดานิเอเล่ มาสซาโร่ และปิเอโตร อาร์คารี่ โดยต้องการอีก 5 ประตู เพื่อทำลายสถิติของมาร์โก ซิเมโอเน่ อันดับที่ 15 และหากทำได้ 20 ประตู จะขึ้นไปอยู่ในอันดับที่ 10

อิบราฮิโมวิชทำไปแล้ว 132 ประตู ในเซเรียอา ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 39 ของตารางดาวซัลโวของลีก

ในช่วงปี 2006 ถึง 2017 อิบราฮิโมวิช มีสถิติทำได้ 20 ประตูต่อฤดูกาล ในช่วงที่เล่นให้กับอินเตอร์ มิลาน, บาร์เซโลน่า, เอซี มิลาน, ปารีส แซงต์ แชร์กแมง และแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

สถิติที่ดีที่สุดในการค้าแข้งของอิบราฮิโมวิช คือตอนที่อยู่กับแอลเอ แกแล็กซี่ เมื่อทำได้ 52 ประตู จากการลงสนาม 56 เกม

อิบราฮิโมวิช และคริสเตียโน่ โรนัลโด้ เป็นเพียงสองนักเตะในปัจจุบันที่ทำได้ทุกนาทีในเกมการแข่งขัน (ตั้งแต่นาทีที่ 1 ถึง 90)

อิบราฮิโมวิชเล่นให้กับเปแอสเช ยาวนานที่สุดในอาชีพ คือ 4 ฤดูกาล ลงสนามไป 180 เกมรวมทุกรายการ ทำได้ 156 ประตู และเป็นดาวซัลโวตลอดกาลของทีม ก่อนที่จะถูกเอดินสัน คาวานี่ ทำลายในฤดูกาลที่ผ่านมา

อิบราฮิโมวิช คว้าแชมป์ลีกได้ 11 รายการ และแชมป์ยุโรป 4 รายการ ยังไม่รวม 2 แชมป์เซเรียอา กับยูเวนตุส หลังถูกยึด

การย้ายทีมของ วิลเลี่ยน มายัง อาร์เซน่อล กับตัวเลขที่เกิดขึ้น

วิลเลี่ยน มายัง อาร์เซน่อล

วิลเลี่ยน ตกลงย้ายมาร่วมทีม อาร์เซน่อล เป็นที่เรียบร้อยแล้ว หลังจากหมดสัญญากับ เชลซี เมื่อนักเตะไม่สามารถตกลงสัญญาฉบับใหม่กับทีมเก่าได้ เนื่องจากนักเตะต้องการสัญญาจำนวน 3 ปี แต่ทีมเสนอให้เพียง 2 ปีเท่านั้น ก่อนที่จะได้ย้ายมายังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม และได้รับจำนวนสัญญาที่ต้องการ

ดาวเตะชาวบราซิลเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอมาตลอด นับตั้งแต่ย้ายจากอันจิ มามาชคาร่าไปร่วมทีมในปี 2013 โดยสร้างโอกาสในการทำประตูได้มากกว่า นิโกล่าส์ เปเป้ ตัวรุกของอาร์เซน่อล และของอันเดรส เปเรยร่า และเจสซี่ ลินการ์ด สองนักเตะของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ดรวมกัน

ทักษะการครองบอล การเพิ่มมิติในเกมรุกให้กับเดอะ กันเนอร์ส คือสิ่งที่ได้จากวิลเลี่ยน รวมถึงการเล่นบอลในพื้นที่แคบๆ การเอาตัวรอด และการทำประตู แต่มันก็ส่งผลกระทบต่อทีมด้วยเหมือนกัน กับตัวเลข 3, 32, 200,000 และ 55

สิ่งแรกเลยก็คือ สัญญาจำนวน 3 ปี ของนักเตะ เมื่อเทียบกับอายุของวิลเลี่ยนที่ 32 ปีแล้วในเวลานี้ เมื่อมองถึงเหตุผลก็ยังพอเป็นไปได้สำหรับเชลซี เมื่อเสนอสัญญาให้กับนักเตะจำนวน 2 ปี เมื่อมองถึงสัญญาปีสุดท้ายที่นักเตะจะอายุถึง 35 ปี กับการลงเล่นในฟุตบอลพรีเมียร์ลีก เทียบดูแล้วมันไม่น่าจะเป็นสัญญาที่ดีสักเท่าไหร่ หลังที่ผ่านมาก็เห็นได้น้อยมากๆ ที่จะมีนักเตะอายุเท่านั้นลงเล่นต่อได้

แน่นอนว่าวิลเลี่ยนทำผลงานให้กับสิงห์บลูมาได้ดีตลอด สำหรับการลงเล่นในพรีเมียร์ลีก ทั้งสถิติการทำประตูและแอสซิสต์ หากได้รับโอกาสลงสนามอย่างสม่ำเสมอ แต่สุดท้ายมันก็ยังเป็นเรื่องที่น่าสงสัยอยู่ดีเกี่ยวกับผลงานในอนาคต แม้ปัจจุบันจะมีนักเตะอย่างคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่อยู่ในวัย 35 ปี ที่ยังแสดงออกมาได้ แต่ก็เห็นความโรยราลงมาอย่างชัดเจน

ค่าเหนื่อย 200,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ เป็นจำนวนเงินที่ถือว่าสูงเช่นเดียวกัน เมื่อยิ่งมองถึงนักเตะที่อยู่ในช่วงท้ายของการค้าแข้ง ในขณะที่ทีมยังมีปัญหาเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่กับปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ที่เหลือสัญญาอยู่เพียง 1 ปี และทีมพร้อมเสนอให้เป็น 250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ไหนจะเรื่องค่าเหนื่อยของเมซุต โอซิล ที่รับอยู่ถึง 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ซึ่งคาราคาซังเกี่ยวกับอนาคตมาตลอด

เลข 55 คือ การปลดพนักงานของทีมจำนวน 55 คนออกไปในช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา หลังทีมได้รับผลกระทบทางด้านการเงิน จากการะบาดของไวรัสโควิด-19 แม้นักเตะ และทีมงานจะยอมลดค่าเหนื่อยบางส่วนในช่วงที่ผ่านมา เพื่อให้ทุกคนยังสามารถอยู่กับสโมสรต่อไปได้ ซึ่งหากมองถึงการเซ็นสัญญาวิลเลี่ยนมาร่วมทีม พร้อมกับใช้เงินก้อนโต อาจจะกลายเป็นความจริงที่น่าอึดอัดสำหรับทุกคนที่สโมสร

ข้อดีและข้อเสีย หาก อาร์เซน่อล คว้าตัว วิลเลี่ยน ร่วมทีมได้สำเร็จ

ข้อดีและข้อเสีย หาก อาร์เซน่อล คว้าตัว วิลเลี่ยน ร่วมทีมได้สำเร็จ

อนาคตของ วิลเลี่ยน กลายเป็นสิ่งที่หลายคนกำลังเฝ้าติดตาม เมื่อจะสามารถย้ายทีมได้แบบไม่มีค่าตัวในช่วงซัมเมอร์นี้ เมื่อไม่ได้มีส่วนร่วมกับทีมของ แฟร้งค์ แลมพาร์ด ใน 2 เกมหลังสุด ซึ่งรวมถึงนัดชิงชนะเลิศ เอฟเอ คัพ บ่งบอกได้อย่างชัดเจนว่ามิดฟิลด์ชาวบราซิลจะย้ายออกจากสแตมฟอร์ด บริดจ์ อย่างแน่นอน

ตัวแทนของวิลเลี่ยนเคยออกมากล่าวว่าตัวนักเตะต้องการค้าแข้งในกรุงลอนดอนต่อไป ทำให้ อาร์เซน่อล และ ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ส เป็นสองทีมที่กำลังจับตาดูสถานการณ์ แต่ข่าวลือหนาหูขึ้นเรื่อยๆ สำหรับทีมของมิเกล อาร์เตต้า เมื่อยื่นสัญญาจำนวน 3 ปี ให้กับดาวเตะวัย 31 ปี พิจารณา ซึ่งเป็นจำนวนสัญญาที่นักเตะต้องการจากต้นสังกัดเก่า แต่สิงห์บลูเสนอให้เพียง 2 ปี

ทำให้ตอนนี้อาร์เซน่อลกลายเป็นทีมที่มีโอกาสในการคว้าตัววิลเลี่ยนไปร่วมทีมมากที่สุด โดยเราจะมาดูข้อดีและข้อเสียสำหรับการย้ายทีม หากสุดท้ายแล้ว วิลเลี่ยนเลือกที่จะย้ายไปยังเอมิเรตส์ สเตเดี้ยมจริงๆ

ข้อดี
วิลเลี่ยน จะอายุ 32 ปีในสัปดาห์นี้แล้ว แต่ตอนนี้นักเตะยังไม่ได้แสดงท่าทีถึงความคล่องตัวที่ลดลงเลย หลังยังเป็นตัวหลักให้กับทีมของแลมพาร์ด เพื่อประสานงานร่วมกับโอลิวิเยร์ ชิรูด์ และคริสเตียน พูลิซิช โดยนักเตะยังเป็นตัวหลักในการลงสนามให้กับทีม นับตั้งแต่ฟุตบอลกลับมาแข่งขันอีกครั้งในเดือนมิถุนายน โดยทำไปได้ 4 ประตู กับ 3 แอสซิสต์ จากการลงสนามในพรีเมียร์ลีก ช่วยให้ทีมจบในอันดับที่ 4 และได้เล่นยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก ฤดูกาลหน้า

แม้หลายคนจะกังวลเกี่ยวกับอายุที่มากไปของวิลเลี่ยน แต่นักเตะก็ลงสนามให้กับเชลซีในฤดูกาลนี้ทั้งหมด 47 เกมรวมทุกรายการ โดยดาวเตะชาวบราซิลยังมีสถิติที่ดีในเรื่องการลงสนาม เมื่อลงสนามให้กับทีมไม่เคยต่ำกว่า 40 เกมต่อฤดูกาล นับตั้งแต่ย้ายจากอันจิ มามาชคาร่า มาร่วมทีมในปี 2013

ข้อเสีย
แน่นอนว่า กับสัญญาจำนวน 3 ปี ถือเป็นความเสี่ยงเอามากๆ สำหรับทีม เมื่อนักเตะจะอายุ 32 ปีในสัปดาห์นี้ และจะอายุถึง 35 ปี กับสัญญาปีสุดท้าย ซึ่งเป็นสิ่งที่แลมพาร์ดกังวลอย่างชัดเจน เมื่อมอบสัญญาให้กับนักเตะเต็มที่เพียง 2 ปี ยิ่งเป็นนักเตะในตำแหน่งรุก ความคล่องตัวคือสิ่งแรกที่ต้องมี โดยสิ่งที่เลี่ยงไม่ได้ก็คือ ค่าเหนื่อยจำนวนไม่น้อยสำหรับวิลเลี่ยน และน่าจะได้รับอย่างน้อย 150,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ ในขณะที่ทีมยังมีปัญหาเรื่องเมซุต โอซิล ที่รับอยู่ 350,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และไม่ได้คิดที่จะย้ายออกจากทีม ในขณะที่ปิแอร์ เอเมอริค โอบาเมยอง ทีมก็ต้องการต่อสัญญาฉบับใหม่ออกไป พร้อมกับทุ่มค่าเหนื่อยให้ถึง 250,000 ปอนด์ต่อสัปดาห์ และแน่นอนว่า หากทีมไม่สามารถเข้าร่วมการแข่งขันยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีกได้ ทีมจะต้องเจอกับปัญหาทางด้านการเงินอย่างแน่นอน

กองหน้าที่ยอดเยี่ยม แต่ต้องส่ายหัวกับจำนวนประตูที่ทำได้

กองหน้าที่ยอดเยี่ยมและมีชื่อเสียงที่โด่งดังของโลก ส่วนใหญ่จะเป็นนักเตะที่ทำประตูได้มากมายและมีส่วนสำคัญในการพาทีมคว้าแชมป์และประสบความสำเร็จ แต่ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า ในวงการฟุตบอลยังมีกองหน้าที่ยอดเยี่ยมและต่างได้รับการยอมรับมากมายด้วยเหมือนกัน แม้จะไม่ได้มีจำนวนประตูที่มากมายอะไรเท่าไหร่นัก

5. เอมิล เฮสกีย์

เอมิล เฮสกีย์ มีเส้นทางอาชีพที่ยอดเยี่ยมกว่าสองทศวรรษ โดยเฉพาะเมื่อตอนที่อยู่กับลิเวอร์พูล แต่อดีตนักเตะกลับทำประตูได้สูงที่สุดเพียง 14 ประตู ในพรีเมียร์ลีก ฤดูกาล 2000-01 แต่ประโยชน์ของเฮสกีย์ กลับไปตกอยู่กับทีม และไมเคิ่ล โอเว่น ที่ทำประตูได้เป็นกอบเป็นกำ เมื่อเล่นกองหน้าคู่กัน และมีส่วนช่วยให้อดีตดาวเตะเจ้าของฉายา “เบบี้ โกล” คว้ารางวัลนักเตะยอดเยี่ยมบัลลง ดอร์ ในปี 2001

4. คาริม เบนเซม่า

อาจจะพูดได้ไม่เต็มปากสำหรับคาริม เบนเซม่า เมื่อเป็นกองหน้าตัวหลักให้กับเรอัล มาดริด มาอย่างยาวนานหลายปี แต่เป็นเพราะสถิติการทำประตูของคริสเตียโน่ โรนัลโด้ ที่ทำได้อย่างโดดเด่น และแทบจะเป็นคนเหมาการยิงฟรีคิก และยิงจุดโทษ ทำให้เบนเซม่า เหมือนเป็นตัวหลอกล่อในการดึงกองหลังของคู่แข่งมากกว่า เหมือนกับที่เจ้าตัวเคนให้สัมภาษณ์ว่า “กองหน้าสมัยใหม่ต้องทำได้ทุกอย่าง ทั้งการผ่านบอล, เคลื่อนที่ และหาพื้นที่ว่าง และก็ทำมันวนไปเรื่อยๆ”

3. จิอันฟรังโก้ โซล่า

จิอันฟรังโก้ โซล่า อดีตนักเตะของเชลซี เดิมทีนักเตะแจ้งเกิดขึ้นมาได้อย่างโดดเด่น เมื่อตอนที่เล่นให้กับปาร์ม่า โดยทำได้ 18 และ 19 ประตูตามลำดับ สำหรับการลงเล่นในเซเรียอา ฤดูกาล 1993-94 และ 1994-95 ก่อนที่จะได้ย้ายมายังพรีเมียร์ลีก ในเดือนมกราคม ปี 1997 โซล่ามีตัวเลขในการทำประตูที่ไม่สวยงามเท่าไหร่ แต่ด้วยลีลาท่าทาง และการเลี้ยงบอลที่ทำได้อย่างโดดเด่น ทำให้โซล่าเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการยกย่องอย่างมากด้วยเช่นเดียวกัน

2. โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่

โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ กองหน้าคนปัจจุบันของลิเวอร์พูล กลายเป็นตัวหลักในการลงสนามให้กับทีมของเจอร์เก้น คล็อปป์ และมีส่วนสำคัญอย่างมากในเกมรุกของทีมในช่วง 1-2 ปีหลัง ช่วยให้ทีมคว้าแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก และพรีเมียร์ลีก สมัยแรกในรอบ 30 ปีไปได้สำเร็จ ยิ่งชัยชนะเหนือแอสตัน วิลล่า ในเกมล่าสุด ยิ่งเป็นสิ่งที่แสดงออกมาได้อย่างชัดเจน กับความสำคัญของดาวเตะชาวบราซิล

1. เดนนิส เบิร์กแคมป์

เดนนิส เบิร์กแคมป์ ตำนานของอาร์เซน่อล ไม่มีใครที่จะเถียงได้ถึงความยอดเยี่ยมของตำนานรายนี้ เมื่อทำประตูและแอสซิสต์ได้สองหลักในพรีเมียร์ลีก 4 ฤดูกาลติดต่อกัน โดยทำประตูได้สูงสุดเพียง 22 ประตู จากการลงสนามรวมทุกรายการในฤดูกาล 1997-98 แต่ก็ไม่มีปฏิเสธได้ว่า เขาจะไม่ใช่กองหน้าที่ยอดเยี่ยมของวงการฟุตบอล กับช่วงที่ลงเล่นให้กับอาร์เซน่อล

อัลฟอนโซ่ เดวีส์ ดาวรุ่งไม่ธรรมดาที่ใครๆ ก็เฝ้ามอง

อัลฟอนโซ่ เดวีส์ ดาวรุ่งไม่ธรรมดาที่ใครๆ ก็เฝ้ามอง

อัลฟอนโซ่ เดวีส์ ดาวรุ่งวัย 19 ปี กลายเป็นหนึ่งในนักเตะที่ได้รับการจับตามองไปมากมายในเวลานี้ เมื่อกลายเป็นตัวจริงที่ลงสนามให้กับ บาเยิร์น มิวนิค อย่างต่อเนื่อง แม้ก่อนที่จะย้ายมาร่วมทีมนักเตะลงเล่นในตำแหน่งปีก แต่กลับมาเล่นในตำแหน่งแบ็คซ้ายให้กับยักษ์ใหญ่ของเยอรมัน

เลียม มิลลาร์ ดาวรุ่งจาก ลิเวอร์พูล ซึ่งเป็นชาวแคนาดาเหมือนกัน ได้ออกมากล่าวยกย่องเดวีส์ว่า “ผมใช้เขาเป็นต้นแบบ และผมอยากแข่งขันกับอัลฟอนโซ่ ผมได้ดูเกมที่เขาลงเล่นเจอกับเชลซี (ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก) พวกเรายังไม่เคยแข่งขันกันอย่างเป็นทางการ ทุกครั้งที่พวกเราไปทีมชาติด้วยกัน โค้ชจะบอกให้พวกเราหยุด พวกเขาหยุดความสนุกของพวกเราไป”

“ฟอนซี่เร็วบ้ามากๆ เมื่อตอนที่พวกเราได้ซ้อมด้วยกัน พวกเราเผชิญหน้ากันบ้าง และมันก็เป็นการแข่งขันที่ดี บางครั้งผมชนะเขา และเขาก็ชนะผม ผมคิดว่า พวกเราสูสีกันมาก กับตอนนี้? ผมคิดว่า เขาเหมือนดูดพลังของผมไป ผมบอกเขาแบบนั้นไป!”

มิลลาร์ได้เจอกับเดวีส์ครั้งแรกในเดือนกันยายน ปี 2018 เมื่อแคนาดาพบกับหมู่เกาะเวอร์จิ้น ในคอนคาเคฟ เนชั่นส์ ลีก ในฟลอริด้า

มิลลาร์ กล่าวว่า “ผมเล่นแบ็คขวา และเขาก็เล่นแบ็คซ้าย โค้ชจอห์น เฮิร์ดมานต้องการให้พวกเราเล่นเกมรุก ดังนั้น เขาจึงเป็นฟูลแบ็คที่เร็วมาก ด้วยความสัตย์จริง เขาเร็วที่สุด ผมรู้สึกแย่ไปเลยในตอนนั้น พวกเราอัดหมู่เกาะเวอร์จิ้นเละเทะเลย พวกเราได้คุยกดันหลายครั้ง และพวกเราก็อาจจะได้รู้จักกันไปอีกนาน นั่นเป็นเกมแรกที่พวกเราเจอกัน และพวกเราก็เป็นเพื่อนที่ดีต่อกัน”

“ฟอนซี่เป็นคนที่ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นอย่างแท้จริง เขาทำให้ทุกคนพูดถึงเขาได้ และเขาก็ทำให้คุณหัวเราะได้ เขาเป็นคนตลก ไม่อวดดี เขาเป็นคนที่สนุกจริงๆ ผมได้คุยกับเขาเกี่ยวกับช่วงเวลาที่บาเยิร์น เขาอยากให้ผมย้ายไปที่นั่น ถ้าผมต้องการย้ายออก ผมย้ายมายังอังกฤษเมื่อตอนที่ผมอายุ 13 ปี ดังนั้น กับสิ่งที่ผมเห็นทุกอย่างเกี่ยวกับเขา มันเป็นไปได้ด้วยดีจริงๆ”

“ทุกคนในแคนาดามีความสุขกับเขาด้วย เขาเป็นนักเตะที่บ้ามากๆ และเขาก็กำลังทำได้ดี สำหรับผม ผมต้องการไปอยู่ระดับแถวหน้าเดียวกับเขา เมื่อผมได้เห็นเขาทำในบุนเดสลีกา และแชมเปี้ยนส์ลีก มันผลักดันผมได้ ผมชอบอ่านข่าวเกี่ยวกับเขา มันสร้างแรงจูงใจให้กับผมได้ดี ผมต้องการเขียนเรื่องราวของผมด้วยเช่นเดียวกัน”

ลีกเอิง มีแผนกลับมาแข่งอีกครั้ง 17 มิถุนายน

ลีกเอิง มีแผนกลับมาแข่งอีกครั้ง 17 มิถุนายน

วงการฟุตบอลห่างหายไปนานตั้งแต่ช่วงประมาณกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา หลังไวรัสโควิด-19 ระบาดอย่างหนัก ทำให้เกมการแข่งขันหลายประเทศต้องถูกเลื่อนออกไป รวมถึง 5 ลีกใหญ่ของยุโรปที่มีผู้ติดตามมากมาย และส่วนใหญ่ก็ยังไม่มีกำหนดการที่แน่นอน สำหรับการกลับมาแข่งขันกันอีกครั้ง

แต่ฟุตบอลลีกอาชีพของประเทศฝรั่งเศส แสดงความตั้งใจออกมาอย่างชัดเจนในการดำเนินการแข่งขันต่อไปให้จบฤดูกาล 2019-20 ทั้งลีกเอิง และลีกเดอซ์ โดยได้รับการยืนยันว่า มีโอกาสที่จะกลับมาแข่งขันกันอีกครั้งในวันที่ 17 มิถุนายน โดยจะมีการตัดสินใจในขั้นตอนสุดท้ายอีกทีนึง

ลีกเอิง และลีกเดอซ์ ถูกประกาศเลื่อนเกมการแข่งขันออกมาแบบไม่มีกำหนดตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม หลังไวรัสระบาดไปทั่วโลก และรัฐบาลของประเทศฝรั่งเศส ได้ประกาศมาตรการล็อคดาวน์ เพื่อหวังควบคุมการแพร่กระจายของไวรัส

หนังสือพิมพ์เลอกิ๊ป สื่อชื่อดังของเมืองน้ำหอม รายงานข่าวว่า เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ฝ่ายเจ้าหน้าที่การแข่งขันตั้งใจที่จะกลับมาแข่งขันให้จบฤดูกาลปัจจุบัน ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม โดยมีกำหนดการลงเล่น 1 เกม ทุกๆ 3 วัน และมีโอกาสเริ่มเล่นตั้งแต่วันที่ 3 มิถุนายน จนถึงวันที่ 17 มิถุนายน

ข้อเสนอดังกล่าวได้รับการวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากซิลแว็ง คาสเตนเดช ประธานร่วมของสมาคมนักฟุตบอลแห่งชาติ หลังมองว่า นักฟุตบอลจะมีความเสี่ยงอย่างมากในการกลับมาติดเชื้อไวรัสดังกล่าว หลังสถานการณ์ยังไม่ได้ปลอดภัยในเวลานี้

แต่อย่างไรก็ตาม สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศส ออกแถลงการณ์อย่างเป็นทางการว่า “สมาคมมีมติเป็นเอกฉันท์เมื่อวันที่ 10 เมษายน ในการกลับมาเริ่มต้นการแข่งขันลีกเอิง และลีกเดอซ์ เพื่อแข่งขันให้จบฤดูกาล ภายในวันที่ 25 กรกฎาคม และจะเริ่มต้นฤดูกาลใหม่ในวันที่ 22-23 สิงหาคม กับฤดูกาล 2020-21 ความเป็นไปได้ในการเริ่มต้นฤดูกาลปัจจุบัน จะเริ่มในวันที่ 17 มิถุนายน 2020”

“สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศส กำลังรอดูสถานการณ์ของรัฐบาลประกาศลดมาตรการ และความเข้มงวดลงมา และมันน่าจะมีการประกาศในช่วงปลายเดือนเมษายน และโดยเฉพาะ กับการลงเล่นภายใต้เงื่อนไขแบบสนามปิด โดยไม่มีแฟนบอลเข้าชม”

“สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศส ยังรอคำแนะนำของยูฟ่า เกี่ยวกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยพวกเราจะได้รับคำแนะนำในวันที่ 23 เมษายน กับโปรแกรมของแชมเปี้ยนส์ลีก”

“สุดท้าย และไม่ท้ายที่สุด สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศส ได้ร้องขอไปยังสหพันธ์ฟุตบอลฝรั่งเศส (เอฟเอ) เกี่ยวกับทีมแพทย์ และตัวแทนของหมอในบอร์ดผู้บริหารเกี่ยวกับการพัฒนาทางด้านสาธารณสุข เพื่อดูแลทางด้านสุขภาพ และการฝึกซ้อม แต่ท่ามกลางวิกฤตในปัจจุบัน สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศสยังคงให้ความสำคัญของสุขภาพนักเตะเป็นลำดับแรก”

“ในบริบทนี้ สมาคมฟุตบอลอาชีพของฝรั่งเศสพร้อมรับฟังคำแนะนำของรัฐบาล และตัดสินใจอย่างรอบคอบ ทั้งกระทรวงกีฬา และมหาดไทย กับภายใต้เงื่อนไขที่ดีที่สุดเพื่อฟื้นฟู และรับประกันถึงสุขภาพของนักฟุตบอลทุกคน รวมถึงเรื่องของเศรษฐกิจในวงการฟุตบอลด้วย”

สายเลือดนักเตะ ในตัวของ เนย์มาร์ นักฟุตบอลอันดับ หนึ่งของโลก

สายเลือดนักเตะ ในตัวของ เนย์มาร์

เนย์มาร์ ดา ซิลวา ซังตุส ฌูนีโยร์ ( Neymar da Sliva Junior ) เกิดเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1992 ณ เมืองโมฌีดัสกรูซิส ประเทศ บราซิล ช่วงชีวิตวัยเด็ก ถือได้ว่าเป็นเรื่องร้ายตั้งแต่แบเบาะ คือ ในช่วงวัยเพียง 4 เดือน เขาได้รอดจากการประสบอุบัติเหตุ ในขณะนั่งรถเดินทางไปเยี่ยมญาติกับครอบครัว ถือว่าเป็นอุบัติเหตุที่ร้ายแรงที่สุดก็ว่าได้ แต่โชคยังดีที่ ได้รับบาดเจ็บเพียงเล็กน้อย ในช่วงอายุ 1 ขวบ พ่อของเขาได้ทำงานอย่างหนัก เพื่อซื้อเค้กเป็นของขวัญวันเกิด ด้วยความที่ฐานะทางบ้านไม่ค่อยดี ทำให้ครอบครัวส่งลูกให้มีการศึกษาที่ดี เพียง 1 คนเท่านั้น และนั้นคือน้องสาวของเขา

จุดเริ่มต้นของการเล่นฟุตบอล นั้นก็สมัยเรียนในโรงเรียนธรรมดา ช่วงอายุได้ 6 ปี เขาได้เริ่มเล่นฟุตซอลบนสนามบาสเกตบอล ก่อนที่จะหันมาเล่นฟุตบอลต่อมา ทำให้เขาได้ฝึกความคล่องตัว และความรวดเร็ว ได้อย่างน่าเหลือเชื่อ ด้วยความที่พ่อเห็นถึงความตั้งใจนี้ จึงได้สอนทักษะในการเล่นฟุตบอล หลังจากนั้นก็พร้อมพัฒนาการมาเรื่อย ๆ จากเด็กที่เล่นฟุตบอลอยู่ข้างถนน ก้ได้ฉายแววเข้าสู่สโมสร ฟุตซอล แถวบ้านนั้นก็คือ Santos Leguna M.R. และในตอนอายุได้ 11 ปี ได้พัฒนาก้าวเข้าสู่สตาร์ของวงการฟุตบอล โดยการเป็นทีมเยาวชนของ Santos Futebol Clube สามารถทำผลงานได้อย่างต่อเนื่อง จนเข้าตาทีมฟ้าขาวอย่าง เรอัล มาดริด ในการจะดึงตัวเพชรนี้มาร่วมทีม

แม้ค่าตัวทุบสถิติสโมสร ก็ไม่อาจซื้อใจเนย์มาร์ได้

แต่ด้วยความที่ตอนนั้น เนย์มาร์ อายุเพียง 14 ปี ทำให้พ่อของปฎิเสธข้อเสนอนี้ไป โดยอ้างว่าอยากให้ลูดเติบโตในพื้นที่บราซิล หลังจากนั้น 2 ปี ความสามารถอันร้อนแรง ก็เพิ่มมากขึ้น จึงเข้าตาทางฝั่ง เวสต์แฮม จึงต้องการซื้อตัวมาเล่นให้ทีมในราคา 12 ล้านปอนด์ ซึ่งถือได้ว่าเป็นค่าตัวที่แพงที่สุดในเวลานั้นของ เวสต์แฮม ทั้ง ๆที่ เนย์มาร์ ไม่เคยได้ลงเล่นให้ทีมใหญ่ ๆ มาก่อน แต่ก็ได้ปฎิเสธไป เหมือนดังปฎิเสธอย่าง เชลซี ในเวลาต่อมา

ในปี 2009 เนย์มาร์ อายุได้ 17 ปี ได้ลงเล่นให้สโมสร ซานโตส อย่างเต็มรูปแบบ และยังมีความสามารถในการทำหน้าที่ในสนาม อย่างมาก เช่น การทำเตะลูกโทษเอง ทั้งๆที่ผู้จัดการทีมต้องการให้นักเตะอีกคนหนึ่งเตะ แต่ไม่ยอม ทำให้เกิดความไม่พอใจขึ้นในทีม ในปี 2007 ได้ตัดสินใจย้ายทีมไปเล่นให้กับ ทีมยักษ์ใหญ่อย่าง บาร์เซโลน่า ด้วยราคา 198 ล้านปอนด์ หรือประมาณ 8910 ล้านบาทไทย ถือได้ว่าเป็นที่น่าฮือฮา ของคนทั่วโลกไปเลย ในฟอร์มการเล่นที่มี พรสวรรค์มาเป็นอันดับ 1 ของโลกก็ว่าได้ ไม่ว่าจะเล่นในตำแหน่งไหนของสนาม ก็ยังนำผลงานให้แก่ บาร์เซโรน่า อยู่เสมอ เช่น การคว้าแชมป์โกปาเดลเรย์มาครอง คว้าทริปเปิลแชมป์ นั้นถือเป็นส่วนหนึ่งของความสำเร็จ ที่สร้างให้แก่ บาร์เซโลน่าเท่านั้น

ในปี 2017 ได้มีข่าวลือออกมาว่า เนย์มาร์ จะย้ายไปยังสโมสรใดสโมสรหนึ่ง นั้นก็คือ แมนเชสเตอร์ยูไนเต็ด เชลซี หรือไม่ก็ ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง ด้วยเหตุที่ว่าเกิดการทะเลาะ เบาะแวกกับ โค้ชอย่าง ลุยส์ เอนริเก และกระแสความขัดแย้งในทีมก็เริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ จนกรทั่งบินไปตรวจร่างกาย และ บินไปฝรั่งเสสทันที่ นั้นทำให้พ่อ ได้เป็นตัวแทนในการออกมาพูดว่า เนย์มาร์ จะไม่สนับสนุนทีมอย่าง บาร์เซโรน่า อีก หลังจากนั้น นที่ 3 สิงหาคม 2017 เขาก็ได้ออกแถลงว่า ได้ออกจากทีม บาร์เซโรน่า แล้ว และ ได้ชูเสื้อหมายเลข 10 ของทีม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง โดยค่าตัวที่ได้รับนั้นก็คือ 198 ล้านปอนด์ ถือได้ว่าทำสถิติค่าตัวแพงที่สุดของโลก โดยการทำสัญญา 5 ปี ในการเล่นให้กับทีม ปารีแซ็ง-แฌร์แม็ง

แฟนบอลสเปนเหยียดผิวนักเตะอีกแล้ว

เกิดกรณีปัญหาเหยียดสีผิว และเชื้อชาตินักเตะอีกแล้วใน ลาลีกาสเปน ซึ่งนักเตะกองหน้าของสโมสรแอธเลติกบิลเบา ออกมากล่าวผ่านสื่อว่า เข้าและเพื่อนร่วมทีมพร้อมที่จะเดินออกจากเกมการแข่งขันทันทีหากโดนแฟนบอลไม่ว่าจะเป็นทีมใดก็ตาม ตะโกนด่า หรือ เหยียดสีผิวนักเตะในทีม ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือคนอื่นๆหรือแม้แต่ในทีมคู่แข่งเองก็ตาม

ซึ่งกรณีนี้เคยมีประเด็นกันมาซักระยะหนึ่งแล้ว ตั้งแต่ช่วงต้นปีแต่ดูเหมือนปัญหาการเหยียดผิวนักกีฬา ในเกมฟุตบอลจะลุกลามใหญ่โตมากขึ้น และในลาลีกาสเปนเอง ก็มีปัญหานี้ด้วยเช่นเดียวกัน ทำให้หลายฝ่ายกังวลว่าหากมีเหตุการณ์ไม่ดีเกิดขึ้น นักเตะพร้อมที่จะออกจากเกม ก็น่าจะส่งผลกับเกมการแข่งขันซึ่งกรณีดังกล่าวก็เคยเกิดขึ้นกับสโมสรเอสปันญ่อลมาแล้ว จนถึงกับต้องแบนแฟนบอลของทีมตัวเอง เกินกว่า 10 นัดเพราะเกิดกรณีปัญหา โห่ร้องตะโกนด่านักเตะ และเหยียดเชื้อชาติ

ก็ถือว่านักเตะเองก็มีสิทธิ์ที่จะปกป้องตัวเองอยู่เหมือนกั นแม้ว่าการประท้วงโดยการไม่แข่งต่อ จะส่งผลกับเกมการแข่งขันก็ต้องดูกันตามกฎของฟีฟ่าว่า นักเตะทำได้หรือไม่เพราะทางฟีฟ่าเอง ก็เคยประกาศให้นักเตะสามารถเดินออกจากสนามได้ หากโดนแฟนบอลขว้างปาสิ่งของ หรือตะโกนด่าแต่หากเดินออกกันยกทีม ก็ไม่น่าจะเป็นผลดีสักเท่าไหร่อย่างไรก็ตามคงต้องติดตามข่าวกันต่อสำหรับกรณีนี้ ก็คงจะต้องติดตามกันต่อ เพราะยังไม่รู้ว่าบทสรุปจะจบลงอย่างไร

แม้ว่าจะมีมาตรการออกมาจากทุกลีก แต่ก็พร้อมที่จะมีปัญหาเดิมเกิดขึ้นอยู่แทบจะทุกสัปดาห์ ซึ่งเรื่องนี้ก็อยู่เหนือการควบคุมของแต่ละสโมสร เพราะมีทั้งกลุ่มแฟนบอลนิสัยดีและแฟนบอลนิสัยไม่ดีซึ่งมันเป็นเรื่องปกติ แต่หากลีกไหน มีมาตรการและบทลงโทษที่เข้มข้น รวมถึงสโมสรมันสื่อสารและแจ้งข่าวกับแฟนบอลคอยปราบปรามพฤติกรรมไม่เหมาะสมต่างๆ ก็น่าจะช่วยให้เหตุการณ์ดังกล่าวลดลงได้

 


- PAGE 1 OF 7 -

Next Page  

loading
×